ท่านอาจารย์ สัตยา นารายัน โกเอ็นก้า

ประวัติ

S.N. Goenka
สัตยา นารายัน โกเอ็นก้า (S.N.GOENKA) คือ ฆราวาสผู้เป็นวิปัสสนาจารย์เอกในยุคปัจจุบัน

ท่านอาจารย์โกเอ็นกามีเชื้อสายอินเดียที่ถือกำเนิดและเติบโตในประเทศพม่า ท่านเป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จและเป็นผู้นำชุมชนชาวอินเดียในพม่าตั้งแต่วัยหนุ่ม เมื่อท่านอายุ 31ปึท่านมีโอาสได้พบท่านอาจารย์สยาจี อูบาขิ่น และได้ฝึกวิปัสสนากับท่านเป็นเวลา 14 ปี หลังจากนั้นท่านอาจารย์โกเอ็นก้าได้ย้ายถิ่นฐานไปอยู่ที่ประเทศอินเดียและเริ่มต้นสอนการปฏิบัติวิปัสสนาในปี 2512   แม้ในประเทศอินเดียที่พลเมืองมีการแบ่งแยกชนชั้นและศาสนาอย่างชัดเจน แต่ด้วยเท็คนิคการสอนการปฏิบัติวิปัสสนาที่เป็นสากล ท่านอาจารย์ก็สามารถดึงดูดผู้คนจำนวนหลายพันจากทุกส่วนของสังคมในเวลาไม่นาน นอกจากนี้ในเวลาต่อมา ผู้คนจากหลายประเทศทั่วโลกได้เดินทางมาเข้าร่วมการอบรมวิปัสสนา

ในระยะเวลาเกือบ 45 ปี มีผู้มารับการอบรบในหลักสูตร 10 วันที่สอนโดยท่านอาจารย์โกเอ็นกาและอาจารย์ผู้ช่วยที่ท่านแต่งตั้งเป็นจำนวนนับแสนคนทั้งในประเทศอินเดียและประเทศอื่นๆ ทั่วตะวันออกและตะวันตก ปัจจุบันมีศูนย์วิปัสสนาตามแนวทางการสอนของท่านอยู่ทั่วโลกทั้งในทวีปเอเชีย ยุโรป อเมริกา แอฟริกา ออสเตรเลีย และมีหลักสูตรการอบรบ 10 วันในแต่ละศูนย์ตลอดทั้งปี

วิธีปฏิบัติที่สอนโดยท่านอาจารย์โกเอ็นก้าเป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าซึ่งสืบทอดมาประมาณสองพันห้าร้อยปี พระพุทธองค์ไม่เคยแบ่งแยกลัทธินิกาย ทรงสอนธรรมะซึ่งเป็นหนทางสู่การหลุดพ้นที่เป็นสากล ท่านอาจารย์โกเอ็นก้าได้เดินตามเส้นทางอันเป็นสากลนี้ ท่านจะไม่แบ่งแยกลัทธินิกาย  ด้วยเหตุนี้จึงทำให้มีผู้สนใจเข้ารับการอบรมจากหลากหลายศาสนาและจากทุกมุมโลก

ตลอดชีวิตของท่านอาจารย์โกเอ็นกา ท่านได้รับเกียรติและรางวัลมากมาย รวมถึงรางวัล Padma Awards a จากประธานาธิบดีอินเดียในปี 2555 ซึ่งเป็นเกียรติสูงสุดที่รัฐบาลอินเดียมอบให้พลเรือน

สัตยา นารายัน โกเอ็นก้า สิ้นลมเมื่อเดือนกันยายน 2556 ด้วยอายุ 89 ปี ท่านทิ้งสมบัติล้ำค่า: คือวิธีการปฏิบัติวิปัสสนา ซึ่งปัจจุบันนี้ได้แพร่หลายอย่างกว้างขวางไปทั่วโลกอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน


การประชุมสุดยอดสันติภาพ ณ สหประชาชาติ

ในปี 2543 ในการประขุมสันติภาพของโลกในศตวรรษที่ 21 (Millennium World Peace Summit) ณ สำนักงานใหญ่สหประชาชาติในนิวยอร์ก ท่านอาจารย์โกเอ็นกา ก็เป็นหนึ่งในผู้นำทางศาสนาและผู้นำทางจิตวิญญาณของโลกที่ได้กล่าวสุนทรพจน์ ในที่ประชุมสันติภาพที่สำคัญนี้ 

ปาถกฐาของท่านอาจารย์โกเอ็นกา ในการประชุมสุดยอดสันติภาพ

โดย บิล ฮิกกินส์
วันที่: 29 สิงหาคม 2543
S. N. Goenka at U.N.
ขอบคุณภาพ จาก Beliefnet, Inc.

นิวยอร์ก – ท่านอาจารย์โกเอ็นกากำลังกล่าวในการประชุม Millennium World Peace Summit ณ ห้องประชุมสมัชชาแห่งสหประชาชาติ – ซึ่งเป็นการประชุมครั้งแรกของผู้นำศาสนาและผู้นำทางจิตวิญญาณของสหประชาชาติ

ปาฐกถาของท่านอาจารย์โกเอ็นกาในหัวข้อเรื่องการเปลี่ยนแปลงความขัดแย้ง (Conflict Transformation) มุ่งเน้นไปที่รูปแบบของความปรองดองระหว่างศาสนา การยอมรับซึ่งกันและกัน และการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ

ท่านอาจารย์โกเอ็นกากล่าวว่า "แทนที่จะให้คนเปลี่ยนศาสนา เราควรเปลี่ยนเขาจากความทุกข์สู่ความสุข จากการถูกพันธนาการสู่การหลุดพ้น จากความโหดร้ายสู่ความกรุณา"

ท่านอาจารย์โกเอ็นกากล่าวสุนทรพจน์ในการประชุม สุดยอด ในช่วงที่มีผู้เข้าร่วมประชุมและผู้สังเกตการณ์กว่าสองพันคนท่านอาจารย์โกเอ็นกากล่าวในช่วงต่อจากนายเทด เทอร์เนอร์ ผู้ก่อตั้ง CNN  และเป็นหนึ่งในผู้อุปถัมภ์ทางการเงินของประชุม สุดยอด

ตามเจตนารมย์ในการแสวงหาสันติภาพ ของการประชุมสุดยอด ท่านอาจารย์โกเอ็นกากล่าวเน้นในสุนทรพจน์ว่า "สันติสุขจะไม่เกิดขึ้นในโลก เมื่อผู้คนยังมีความโกรธและความเกลียดชังในจิตใจ ด้วยความรักและความเมตตาเท่านั้น สันติภาพจึงจะเกิดขึ้นได้"

วาระสำคัญของการประชุมสุดยอดคือความพยายามในการลดความขัดแย้งระหว่างลัทธินิกาย  เกี่ยวกับเรื่องนี้ท่านอาจารย์โกเอ็นกากล่าวว่า "เมื่อมีความโกรธและความเกลียดชังในใจ จะมีแต่ความทุกข์ ไม่ว่าบุคคลนั้นจะเป็นชาวคริสเตียน ฮินดู หรือมุสลิม"

ท่ามกลางเสียงปรบมือดังกึกก้อง ท่านกล่าวต่อไปว่า "คนที่มีความรักและความกรุณาด้วยจิตบริสุทธิ์จะได้พบกับสวรรค์ในใจ นี่คือกฎแห่งธรรมชาติ หรืออาจกล่าวว่าเป็นคำบัญชาจากพระเจ้า"

การที่มีผู้นำทางศาสนาที่สำคัญของโลกมารวมตัวกันเช่นนี้ เป็นโอกาสที่ดีที่ท่านอาจารย์ได้กล่าววิงวอนว่า "ให้เรามุ่งเน้นไปที่ แก่นแท้ที่เหมือนกันของทุกศาสนา นั่นคือความบริสุทธิ์ของจิตใจ เราทั้งหลายควรให้ความสำคัญกับในจุดนี้ของศาสนา และหลีกเลี่ยงความขัดแย้งส่วนที่เป็นเปลือกนอกของศาสนา ได้แก่พิธีทางศาสนาและพิธีกรรมต่างๆ เทศกาล หรือความเชื่อ”

ท่านอาจารย์โกเอ็นกา ได้นำคำกล่าวจากจารึกของพระเจ้าอโศกมหาราช มาสรุปสุดท้าย “บุคคลไม่ควรยกย่องเฉพาะศาสนาของตัวเองและดูถูกศาสนาอื่น มีหลายเหตุผลสนับสนุนว่าทำไมเขาควรให้เกียรติศาสนาอื่น  เนื่องจากจะช่วยให้ศาสนาของตนเติบโตและเอื้อประโยชน์ต่อศาสนาอื่นๆ  หากปฏิบัติตรงข้ามจากนี้จะเป็นการขุดหลุมฝังศาสนาตน และเป็นอันตรายต่อศาสนาอื่นด้วย บุคคลที่บูชาแต่ศาสนาของตนและเหยียดหยามศาสนาอื่น อาจเป็นเพราะเข้าใจว่าตนจะต้องมีความจงรักภักดีต่อศาสนาของตน คิดว่า 'ฉันจะสรรเสริญศาสนาของฉัน' แต่การกระทำของเขากลับสร้างความวิบัติให้กับศาสนาของตนเอง  มิตรภาพเป็นสิ่งที่ดี ขอให้ทุกคนเปิดใจรับฟังกัน และเต็มใจที่จะรับฟังคำสอนของศาสนาอื่น”

เลขาธิการสหประชาชาตินายโคฟี อันนันได้เรียกการประชุมสุดยอดนี้ว่า "การรวมตัวของผู้นำทางศาสนาและจิตวิญญาณที่มีชื่อเสียงระดับโลกเพื่อร่วมกันเรียกร้องให้เกิดสันติภาพซึ่งเป็นความหวังในการเสริมสร้างสันติภาพสู่สหัสวรรษใหม่"

ผู้นำทางจิตวิญญาณที่ได้รับเชิญให้เข้าร่วมการประชุมครั้งแรกนี้ของสหประชาชาติ: Pramukh Swami of Swami Narayana Movement, Swami Dayananda Saraswati, Swami Agniwesh, Mata Amritanandayayi Devi และ Dada Wasvani รวมทั้งนักวิชาการที่มีชื่อเสียงเช่น Dr. Karan Singh และ L. M. Singhvi

เมื่อกล่าวถึงความหลากหลายทางศาสนาและวัฒนธรรมของผู้เข้าร่วมประชุม นายโคฟี อันนันได้กล่าวว่า "สหประชาชาติมิได้เป็นเพียงศูนย์รวมของผู้คนจากหลากหลายเชื้อชาติ แต่รวมถึงความหลากหลายศาสนา ลัทธินิกาย เราจะเห็นได้จาก เสื้อคลุมบาทหลวง จีวรหลากสีของพระและแม่ชี หมวกพระคริสต์ สกัลแคบชาวยิว"

แม้ว่านายโคฟี อันนันจะถูกถามคำถามบ่อยครั้งว่าทำไมผู้นำทิเบตไม่เข้าร่วมประชุม  เขาได้พยายามโน้มน้าวความสนใจของผู้ถามไปที่ประเด็นเป้าหมายของการประชุม สุดยอด ซึ่งเขากล่าวว่า "เพื่อรื้อฟื้นจุดประสงค์หลักของศาสนา คือเพื่อความสงบสุขและสันติ - ปัญหาความขัดแย้งไม่ได้เกิดจากคัมภีร์ไบเบิล หรือโตราห์ หรืออัลกุรอาน ปัญหาไม่ได้มาจากศาสนา- แต่มาจากพฤติกรรมของสาวกที่จะปฏิบัติต่อกัน ผู้นำทางศาสนาทั้งหลายจึงจำเป็นต้องชี้นำวิถีแห่งความสงบและความปรองดอง

เนื่องจาก 83% ของประชากรโลกนับถือและศรัทธาความเชื่อทางศาสนา นายโคฟี อันนันจึงหวังว่าผู้นำศาสนาจะมีอิทธิพลต่อสาวกของพวกเขาให้หันเข้าหาสันติภาพ

สหประชาชาติมีความหวังว่าการประชุมครั้งนี้จะทำให้เกิดการขับเคลื่อนประชาคมโลก ตามที่เคยบันทึกไว้ว่า "การตระหนักว่าจิตของมนุษย์มีศักยภาพและมีพลังที่จะขจัดความอำมหิตทารุณที่เลวร้ายที่สุด นั่นคือสงคราม เช่นเดียวกับหนึ่งในรากเหง้าของสงครามคือความยากจน ถึงเวลาแล้วที่ผู้นำทางศาสนาของโลกต้องร่วมมือกับสหประชาชาติมากขึ้นเพื่อแก้ปัญหาเร่งด่วนของมนุษยชาติ"

การประชุม Summit จะสิ้นสุดลงในวันพฤหัสบดีที่ 31 สิงหาคม เมื่อผู้เข้าร่วมประชุมลงนามในปฏิญญาสันติภาพโลกและจัดตั้งสภาที่ปรึกษาระหว่างประเทศของผู้นำศาสนาและจิตวิญญาณซึ่งจะทำงานร่วมกับสหประชาชาติและเลขาธิการสหประชาชาติในการขับเคลื่อนและรักษาสันติภาพ

Bawa Jain เลขาธิการของการประชุมสุดยอดสันติภาพโลกกล่าวว่า "เป้าหมายของสภาที่ปรึกษาระหว่างประเทศของผู้นำศาสนาและจิตวิญญาณคือการสงเสริมและสนับสนุนการทำงานของสหประชาชาติ  เราหวังที่สุดว่า ในเวลาที่มีความขัดแย้งผู้นำทางศาสนาและจิตวิญญาณจะสามารถช่วยหาทางออกที่ไม่ใช้ความรุนแรง"



ปาถกกฐาสหประชาขาติ

ต่อไปนี้เป็นคำกล่าวของท่านอาจารย์โกเอ็นกาแก่ผู้เข้าร่วมการประชุมสุดยอด Millennium World Peace Summit  เมื่อวันอังคารที่ 29 สิงหาคม 2543 ณ ห้องประชุมสมัชชาแห่งสหประชาชาติ ฉบับสมบูรณ์

ความเข้าใจสากลเรื่องจิตวิญญาณ เพื่อสันติภาพ โดย ท่านอาจารย์โกเอนก้า

วันที่: 29 สิงหาคม 2543

เราต้องการแสงสว่างท่ามกลางความมืด ทุกวันนี้โลกเต็มไปด้วยความทุกข์ทรมานจากความขัดแย้งรุนแรง สงคราม และการนองเลือด โลกกำลังโหยหาสันติภาพและความสามัคคี  นี่คือความท้าทายที่ยิ่งใหญ่สำหรับผู้นำศาสนาและผู้นำจิตวิญญาณ ขอให้เราร่วมกันเผชิญกับความท้าทายนี้

ทุกศาสนามีทั้งเปลือกนอกและแก่นแท้ที่เป็นสาระสำคัญ เปลือกนอกประกอบด้วยพิธีกรรม พิธีการ ความเชื่อ ตำนานความเชื่อ และหลักวินัยบังคับ สิ่งเหล่านี้มีความแตกต่างในแต่ละศาสนา แต่จะมีแก่นแท้ที่เหมือนกันในทุกศาสนา คือคำสอนที่เป็นหลักสากลเกี่ยวกับศีลธรรมและการแบ่งปัน เกี่ยวกับจิตที่บริสุทธิ์ มีวินัย เต็มไปด้วยความรัก ความกรุณา ความปรารถนาดี และมีขันติ ซึ่งเป็นคุณสมบัติของทุกศาสนาที่ผู้นำศาสนาควรใส่ใจ และสาวกควรจะปฏิบัติตาม หากเราเน้นความสำคัญที่แก่นแท้ของศาสนาและไม่ใส่ใจในความแตกต่างของเปลือกนอกที่ไม่ใช่สาระ ความขัดแย้งจะลดลง

ทุกคนต้องมีอิสระที่จะนับถือและปฏิบัติตามคำสอนของศาสนาที่ตนมีความศรัทธา อย่างไรก็ดี ในการทำเช่นนั้น พวกเขาต้องระวังที่จะไม่ละเลยการปฏิบัติตามแก่นแท้ของศาสนาตน และการปฏิบัติของตนจะต้องไม่สร้างปัญหาให้ผู้อื่น ไม่ตำหนิหรือดูถูกศาสนาอื่น

ท่ามกลางความหลากหลายของศาสนาต่างๆ  เราจะก้าวข้ามความแตกต่าง และวางแผนสู่สันติสุขอย่างเป็นรูปธรรมได้อย่างไร? แม้ในสมัยพุทธกาลก็เคยมีผู้คนหลากหลายทูลถามพระพุทธเจ้าว่าควรทำอย่างไร  พระพุทธองค์ทรงตอบว่า "ให้เราเอาความแตกต่างนั้นๆวางไว้ก่อน  และให้ความสนใจกับสิ่งที่เราเห็นตรงกัน และนำไปปฏิบัติ  ทำไมจะต้องทะเลาะกัน?" คำแนะนำอันประเสริฐนี้ยังทรงคุณค่าในปัจจุบัน

ข้าพเจ้ามาจากดินแดนซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดของคำสอนทางปรัชญาและศาสนาอันเก่าแก่หลายพันปี แม้จะมีเหตุการณ์ความรุนแรงประปราย ประเทศอินเดียก็ยังคงเป็นแบบอย่างของการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ เมื่อประมาณ 2300 ปีก่อนหน้านี้อินเดียภายใต้การปกครองของพระเจ้าอโศกมหาราช จักรวรรดิกว้างใหญ่ไพศาลตั้งแต่อัฟกานิสถานในปัจจุบันไปถึงบังคลาเทศ ตลอดรัชสมัยของพระองค์ทรงพระกรุณาให้จารึกคำประกาศไว้บนศิลาว่า คนทุกคนควรยอมรับศาสนาอื่น จึงส่งผลให้สาวกของแต่ละศาสนารู้สึกปลอดภัยภายใต้การปกครองของพระองค์ พระองค์ขอให้คนทุกคนใช้ชีวิตอย่างมีศีลธรรม เคารพผู้ปกครองและผู้อาวุโส งดเว้นจากการเข่นฆ่า คำประกาศของพระเจ้าอโศกยังทรงอิทธิพลอยู่ในปัจจุบัน

บุคคลไม่ควรยกย่องเฉพาะศาสนาของตัวเองและดูถูกศาสนาอื่น มีหลายเหตุผลสนับสนุนว่าทำไมเขาควรให้เกียรติศาสนาอื่น  เนื่องจากจะช่วยให้ศาสนาของตนเติบโตและเอื้อประโยชน์ต่อศาสนาอื่นๆ  หากปฏิบัติตรงข้ามจากนี้จะเป็นการขุดหลุมฝังศาสนาตน และเป็นอันตรายต่อศาสนาอื่นด้วย บุคคลที่บูชาแต่ศาสนาของตนและเหยียดหยามศาสนาอื่น อาจเป็นเพราะเข้าใจว่าตนจะต้องมีความจงรักภักดีต่อศาสนาของตน คิดว่า 'ฉันจะสรรเสริญศาสนาของฉัน' แต่การกระทำของเขากลับสร้างความวิบัติให้กับศาสนาของตนเอง  มิตรภาพเป็นสิ่งที่ดี ขอให้ทุกคนเปิดใจรับฟังกัน และเต็มใจที่จะรับฟังคำสอนของศาสนาอื่น

จักรพรรดิอโศกเป็นกษัตริย์ที่แสดงถึงวิถีการปกครองที่ประชาชนที่มีภูมิหลังแตกต่างกันสามารถอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขและสอดคล้องกลมเกลียว ซึ่งเป็นแบบอย่างให้กับรัฐบาลและผู้นำหลายประเทศในปัจจุบัน ตัวอย่างหนึ่งที่เห็นคือราชวงศ์แห่งประเทศโอมานผู้เคยบริจาคที่ดินให้กับโบสถ์และวัดของศาสนาอื่นในขณะที่พระองค์ยังทรงภักดีต่อศาสนาของพระองค์เอง ข้าพเจ้าเชื่อว่าจะมีผู้ปกครองบ้านเมืองที่มีความกรุณาเช่นนี้มากขึ้นในหลายประเทศทั่วโลก ดังคำกล่าวที่ว่า "ผู้สร้างสันติสุขจะได้รับพร ว่าเป็นบุตรของพระเจ้า"

เป็นที่กระจ่างชัดว่าบรรดาผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับความรุนแรงมักทำร้ายพวกพ้องเดียวกัน พวกเขาอาจทำเช่นนั้นโดยตรงจากความใจแคบ หรือโดยทางอ้อมด้วยการไปกระตุ้นให้คนเกิดปฏิกิริยาตอบโต้ที่รุนแรง ในทางกลับกันมีคำกล่าวว่า "ผู้กรุณาปราณีจะได้รับพรเป็นความกรุณา” นี่คือกฎธรรมชาติ หรือเรียกว่าเป็นคำบัญชาจากพระเจ้า พระพุทธเจ้าตรัสว่า "ความเกลียดชังไม่สามารถกำจัดได้ด้วยความเกลียดชัง แต่ด้วยการกระทำตรงข้าม นี้เป็นกฎธรรมะสากล” สิ่งที่เรียกว่าธรรมะในอินเดียไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับศาสนาฮินดู พุทธ เชน คริสต์ อิสลาม ยิว ซิกข์ หรือศาสนาใดๆทั้งสิ้น นี่คือความจริงที่เข้าใจง่าย: ก่อนที่บุคคลจะทำร้ายผู้อื่น เขาได้ทำร้ายตัวเองด้วยการสร้างอกุศลในใจ และด้วยการขจัดความไม่บริสุทธิ์นั้นออกไป เขาจะพบความสงบภายในและนั่นจะเป็นพลังเสริมสร้างสันติภาพในโลก

ความสงบในใจเพื่อสันติสุขของโลก

ศาสนาจะมีคุณค่าเมื่อผู้คนที่นับถือศาสนานั้นใช้ชีวิตอย่างมีศิลธรรมและจริยธรรม เมื่อผู้คนสามารถควบคุมจิตใจ และพัฒนาจิตให้บริสุทธิ์ บ้างกล่าวว่า "ให้รักเพื่อนบ้าน" บ้างก็กล่าวว่า “ซาลัม อาลัยกุม - ขอความสงบอยู่กับท่าน" อีกก็กล่าวว่า “ภะวะตุ สัพพะมังคะลัง - ขอให้สรรพสัตว์ทั้งหลายมีความสุข" ไม่ว่าจะเป็นคัมภีร์ไบเบิ้ล คัมภีร์อัลกุรอ่าน หรือภควคีตา คัมภีร์ทั้งหลายล้วนชี้ทางสู่สันติภาพและความเป็นมิตร ไม่ว่าจะเป็นพระมหาวีระหรือพระเยซู ผู้ก่อตั้งศาสนาทั้งหลายล้วนเป็นต้นแบบของการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข ปัจจุบันโลกของเราถูกขับเคลื่อนโดยความขัดแย้งทางศาสนาและลัทธินิกายจนถึงขั้นเกิดสงคราม เพราะเราให้ความสำคัญแต่เปลือกโดยละเลยแก่นแท้ของศาสนา ส่งผลให้ขาดความรักความเมตตากรุณาในจิตใจ

สันติสุขในโลกไม่สามารถเกิดขึ้นได้หากบุคคลยังไม่มีความสงบ ความปั่นป่วนในจิตใจและความสงบไม่สามารถเกิดขึ้นพร้อมกันได้ หนทางหนึ่งที่จะนำมาซึ่งความสงบในจิตใจคือการปฏิบัติวิปัสสนา ซึ่งเป็นวิธีปฏิบัติที่เป็นวิทยาศาสตร์ ให้ผลดีโดยไม่แบ่งสัทธินิกาย เป็นการสังเกตความจริงภายในตนเอง ทำให้เกิดความเข้าใจว่าจิตและกายมีความสัมพันธ์กันอย่างไร ประสบการณ์ตรงจะทำให้เห็นว่า ทุกครั้งที่ความรู้สึกในทางลบเกิดขึ้นในใจ เช่นความเกลียดชัง ก็จะก่อให้เกิดความรู้สึกไม่สบายกาย

อินเดียโบราณเป็นแหล่งกำเนิดของแนวทางปฏิบัติเก่าแก่สองวิธี วิธีแรกคือการฝึกโยคะอาสนะและปราณายามหรือการควบคุมลมหายใจ เพื่อให้ร่างกายมีสุขภาพดี อีกวิธีหนึ่งคือการฝึกบริหารจิตด้วยการปฏิบัติวิปัสสนาเพื่อสุขภาพจิตที่ดี การปฏิบัติทั้งสองวิธีนี้ไม่จำกัดศาสนา จึงสามารถนับถือศาสนาของตนต่อไปและปฏิบัติได้โดยไม่ขัดแย้งกัน  ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนศาสนา ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของความขัดแย้งที่เกิดขึ้น

สังคมจะสงบสุขเมื่อผู้คนในสังคมจำนวนมากขึ้นมีความสงบสุข ในฐานะผู้นำ ความรับชอบของเราคือทำตนเป็นแบบอย่างและเป็นแรงบันดาลใจ นักปราชญ์กล่าวไว้ว่า "จิตที่สมดุลเท่านั้นจะสามารถปรัปจิตที่ไม่สมดุลของผู้อื่นได้"

ในภาพกว้าง สังคมที่สงบสุขจะหาหนทางที่จะอยู่อย่างสงบและสอดคล้องกับสภาพแวดล้อมตามธรรมชาติ เราทุกคนเข้าใจถึงความจำเป็นในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและหยุดสร้างมลภาวะ แต่อุปสรรคของเราคือ การสะสมมลพิษในจิตใจ เช่นความไม่รู้ ความโกรธเกลียด หรือความโลภ การกำจัดมลพิษดังกล่าวจากใจจะช่วยส่งเสริมความสงบสุขของมนุษย์ นอกเหนือจากนั้น สังคมมนุษย์จะมีความสัมพันธ์ที่สมดุลและดีงามกับสิ่งแวดล้อม ในการนี้ศาสนาจึงมีบทบาทผลักดันให้เกิดการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม

หัวใจของศาสนาต้องปราศจากความรุนแรง

ความแตกต่างระหว่างศาสนาเป็นเรื่องปกติ  การที่ผู้นำศาสนาหลักๆของโลกได้มาประชุมสุดยอดสันติภาพโลกครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าจะมีการร่วมมือกันเพื่อให้เกิดสันติภาพ ขอให้ความสงบสุขจงเป็นพื้นฐานหลักของ "ศาสนาที่เป็นสากล" ขอให้เราร่วมกันประกาศเจตนารมย์ว่าเราจะละเว้นจากการเข่นฆ่าและประณามการใช้ความรุนแรง ขอเรียกร้องให้ผู้นำทางการเมืองร่วมกันประกาศเจตนารมย์นี้ เนื่องจากท่านเหล่านั้นมีบทบาทสำคัญในอันที่จะก่อให้เกิดสันติภาพหรือสงคราม   ไม่ว่าเราจะได้รับความร่วมมือหรือไม่ก็ตาม อย่างน้อยก็ขอให้ทุกท่านในที่ประชุมนี้ร่วมมือกันประกาศว่าเราจะประณามการกระทำดังกล่าวอย่างไม่มีเงื่อนไขและจะไม่ยอมรับความรุนแรงและการเข่นฆ่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งความรุนแรงที่เกิดขึ้นระหว่างศาสนา

ผู้นำศาสนาบางท่านมีจิตสำนึกที่ดีและมีความกล้าหาญพอที่จะประณามความรุนแรงของคนบางกลุ่มอันเกิดจากความศรัทธาในศาสนาของตน เราอาจมีมุมมองที่แตกต่างกันในเรื่องการให้อภัยในการใช้ความรุนแรง เข่นฆ่า ถึงมุมมองจะต่างกันอย่างไร แต่มันก็คือความรุนแรง ซึ่งเราจะต้องไม่ยอมรับ

ภายใต้การคุ้มครองของสหประชาชาติ ขอให้เราร่วมกันกำหนดทิศทางของศาสนาที่ต้องปฏิเสธความรุนแรงและการเข่นฆ่ากัน ถ้าศาสนาไม่สามารถนำไปสู่ความสงบสุข นับว่าเป็นความล้มเหลวและโชคร้ายที่สุดของมวลมนุษยชาติ การประชุมสุดยอดในครั้งนี้ควรจะนำเสนอแนวคิดของ "ศาสนาที่เป็นสากล" หรือ "ความศรัทธาที่ไม่มีลัทธินิกาย” ที่รองรับโดยสหประชาชาติ

ข้าพเจ้ามั่นใจว่าการประชุมครั้งนี้จะช่วยให้โลกหันมาสนใจแก่นแท้ของศาสนา:

ศาสนามิได้แบ่งแยกเราออกจากกัน
แต่ชี้ทางสู่ความสงบและจิตที่บริสุทธิ์

ข้าพเจ้าขอแสดงความยินดีกับคณะผู้จัดที่มีวิสัยทัศน์และได้ทุ่มเทเพื่อให้เกิดการจัดประชุมครั้งประวัติศาสตร์นี้  ข้าพเจ้าขอแสดงความยินดีกับผู้นำศาสนาและผู้นำทางจิตวิญญาณที่มีวุฒิภาวะและความพร้อมที่จะขับเคลื่อนเพื่อให้เกิดความสมานฉันท์  เราจะไม่สิ้นหวังว่าศาสนาจะนำไปสู่อนาคตที่สงบสุขของมวลมนุษยชาติ

ขอให้สรรพสัตว์ทั้งหลาย หลุดพ้นจากความเกลียดชัง และพบความสุข

ขอให้โลกมีแต่ความสงบ และสมานฉันท์